วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

รักษ์เหงือกและฟัน ลดน้ำตาลกันเถอะ

การดูแลสุขภาพ


รักษ์เหงือกและฟัน ลดน้ำตาลกันเถอะ (Twenty-Foue Seven)

          ขนมหวาน ไอศกรีม น้ำอัดลม เบเกอรี่ รสหวาน ๆ ของเหล่านี้มีน้ำตาลมากมาย ยิ่งถ้ากินเข้าไปมากเท่าไหร่ ต้องบอกว่า "อร่อยปาก ลำบากเหงือกและฟัน"

          เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะการกินของหวานประจำ ทำให้น้ำตาลเกาะติดอยู่ในช่องปากโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งน้ำตาลนี้เป็นอาหารอันโอชะของแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปาก ทำให้น้ำตาลกลายเป็นกรด แล้วกรดนั้นก็สามารถทำลายเนื้อฟันให้สึกกร่อน พอความแข็งแรงของเนื้อฟันเริ่มน้อยลง นั่นก็แปลว่าเป็นเหตุให้ฟันของเราผุและเหงือกอักเสบก็จะตามมา

          เพราะฉะนั้น อยากให้เหงือกดี ฟันแข็งแรง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เครื่องดื่มหวานจัด รสซาบซ่าส์ อย่างน้ำอัดลม ก็ควรงด หันมาดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้จะเป็นประโยชน์กับร่างกายและผิวพรรณมากที่สุด

ถั่วเหลืองลดการแพร่เชื้อมะเร็งเต้านม

ถั่วเหลือง


ถั่วเหลืองลดการแพร่เชื้อมะเร็งเต้านม (Twenty-four seven)

          ก่อนหน้านี้กลุ่มคนที่เป็นมะเร็งเต้านมมากมายล้วนกังวลใจ และเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องการรับประทานมากเป็นพิเศษ เนื่องจากอาหารบางอย่างอาจไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตได้อีก อาหารจำพวกถั่วเหลืองก็ตกเป็นผู้ต้องหาในกลุ่มของคนที่เป็นมะเร็งเต้านมเช่นกัน

          ประมาณปีที่แล้วมีผลวิจัยของ Anne Weaver นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ทำการศึกษากลุ่มผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค โดยทำการเปรียบเทียบผู้หญิงที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมจำนวน 683 คน กับผู้หญิงที่มีภาวะสุขภาพดีจำนวน 611 คน
          โดยให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานไอโซฟลาโวนซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในถั่วเหลือง แล้วพบว่า หากรับประทานในปริมาณสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอกเต้านมลดลงประมาณร้อยละ 30 และความเสี่ยงของการเกิดโรคเนื้องอกเต้านมระดับที่ 1 ลดลงประมาณร้อยละ 60 ซึ่งการวิจัยในขณะนั้นก็ยังให้ข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ว่า ถั่วเหลืองสามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้หรือไม่

          แต่ปัจจุบันได้มีกลุ่มนักวิจัยทำการศึกษาอีกครั้งและได้ผลเป็นที่น่าพอใจในแง่ที่ว่า ต่อให้ผู้ป่วยที่เคยเป็นมาแล้ว และรักษาหายแล้ว การรับประทานถั่วเหลืองจะไม่ทำให้เซลล์มะเร็งกลับมาเติบโตได้อีก
          ดร.เซียว โอว ซู , A Professor of Epidemiology and Medicine at Vanderbilt University Medical Center in Nashville. ผู้วิจัยเรื่องนี้กล่าวว่า เขาไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมมีความเสี่ยงต่อการกลับมาเกิดโรคนี้ใหม่อีกครั้ง รวมทั้งยังไม่มีหลักฐานว่าผู้ป่วยเสี่ยงชีวิตจากการรับประทานถั่วเหลืองสักรายเดียว  ทว่าการวิจัยกลับส่งผลในทางบวกนั้นคือ การรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

          ดร.ซู ได้ทำการวิจัยจากกลุ่มผู้ป่วยจำนวน 9,515 คน ด้วยการตรวจสอบจากแบบสอบถามเรื่องโภชนาการของผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง โดยติดตามผลนี้ถึง 14 เดือน และหลังจากเฝ้าติดตามโดยเฉลี่ย 7.4 ปี พบว่า 1,348 คนไม่มีภาวะเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมอีก และอีก 1,171คนเสียชีวิตด้วยสาเหตุอื่น

          แล้วต้องรับประทานในปริมาณเท่าไรถึงจะป้องกันได้? ดร.ซู กล่าวว่า "แค่นมถั่วเหลืองประมาณครึ่งแก้ว หรือเต้าหู้ 2 ออนซ์ต่อวันก็เพียงพอแล้ว"

6 ความลับช่วยให้คุณมีรูปร่างดี

เคล็ดลับสุขภาพ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ไม่ว่าสาว ๆ คนไหนก็อยากมีหุ่นเช้งวับดูมีสุขภาพดีแทบทั้งนั้น แต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้นได้นี่สิ สารพัดเคล็ดลับที่ขุดออกมาใช้ก็ยังไม่ได้ผลเสียที เอ...หรือว่าจริง ๆ แล้ว คุณสาว ๆ กำลังบริหารรูปร่างของตัวเองผิดวิธีหรือเปล่านะ วันนี้เราจึงมี 6 เคล็ดลับเกี่ยวกับการบริหารรูปร่างให้ฟิตแอนด์เฟิร์มมาบอกกัน

1.หยุดขี้เกียจ ไปออกกำลังกายซะ

          ความเบื่อและขี้เกียจไปออกกำลังกายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการมีรูปร่างที่สวยงาม แม้ว่าคุณจะทานอาหารที่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์ หรือหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง แต่หากคุณไม่คิดถึงการออกกำลังกายเลย รับรองว่าทั้งต้นแขน หน้าท้อง สะโพก รวมทั้งต้นขาของคุณไม่มีทางแบนราบได้แน่ ๆ ค่ะ ส่วนการใช้ยาลดความอ้วน หรืออาหารเสริมนั้น ก็ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แถมยังทิ้งผลข้างเคียงไว้ในระยะยาวอีกต่างหาก

          พูดมาเสียขนาดนี้ ก็คงต้องหันไปคิดเรื่องการออกกำลังกายบ้างแล้วล่ะค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปเข้าฟิตเนสเป็นชั่วโมง ๆ หรอก แค่เจียดเวลาสัก 10-30 นาที มาออกกำลังกายก็ช่วยได้แล้ว หรือจะเลือกวิธีออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างเช่น การเดิน แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะช่วยให้คุณใช้พลังงานได้มากขึ้น และไขมันก็จะถูกเบิร์นออกไปได้ด้วย

          และสำหรับสาวทำงานที่มักบ่นว่าไม่มีเวลา เราขอแนะนำให้คุณหาเวลาสัก 10 นาที ลุกขึ้นมาเดินเล่นหลังรับประทานอาหารกลางวันบ้าง ดีกว่ากลับไปนั่งเฉย ๆ ที่โต๊ะทำงาน รู้ไหมคะว่า การเดินวันละ 10,000 ก้าว (เทียบได้กับการเดินเร็ว ๆ ประมาณ 20 นาที) จะช่วยให้คุณใช้พลังงานไปมากกว่า 500 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว ว้าว! ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ

2.ห้ามอด!!! ต้องทานให้ครบ 3 มื้อ

          หลายคนเข้าใจว่า การไดเอทแบบอดอาหารจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว และส่วนใหญ่สาว ๆ มักจะอดอาหารมื้อเช้าเสียด้วย โดยให้เหตุผลว่า "ไม่มีเวลาทาน" หรือไม่ก็คิดว่า "เดี๋ยวก็ทานมื้อเที่ยงแล้ว" ทำให้สาว ๆ หลายคนยอมอด แล้วปล่อยให้ท้องหิวจนลืมตัวส่งผลให้ทานอาหารมากกว่าปกติในมื้อต่อไป ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกขี้เกียจ และง่วงนอนในตอนบ่ายไปเสียอีก

          วิธีนี้ไม่ดีต่อการรักษาหุ่นสวยของคุณสาว ๆ แน่นอนค่ะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณได้ทานอาหารหลังจากอดมื้อใดมื้อหนึ่งมา ร่างกายของคุณจะยิ่งสั่งให้คุณทานเข้าไปเรื่อย ๆ เพื่อชดเชยสารอาหารที่เสียไป และเก็บพลังงานสะสมไว้มากเท่าที่จะมากได้ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยิ่งคุณอดก็จะยิ่งทำให้คุณอ้วนขึ้นง่ายกว่าเดิมเสียอีก

          เช่นนั้นแล้ว วิธีที่ดีที่สุดเลยก็คือ ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อค่ะ แต่อาจลดปริมาณลง หรือแบ่งส่วนเล็ก ๆ ไว้ทานระหว่างวันทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง โดยเลือกอาหารจำพวก โยเกิร์ตไขมันต่ำ ผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยเกินไปนั่นเอง


ออกกำลังกาย


3.ออกกำลังกายเฉพาะส่วน ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด

          เชื่อเถอะว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีปัญหาที่ต้นขา หน้าท้อง สะโพก และต้นขาเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะสาวออฟฟิศที่พบได้บ่อยกว่าเพื่อน เพราะแทบไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายนั่นเอง ฉะนั้นแล้ว การออกกำลังกายเฉพาะส่วนก็มักเป็นวิธีที่สาว ๆ เลือกบริหารเพื่อช่วยให้ร่างกายบริเวณนั้นฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น

          แต่รู้ไหมว่า การที่เราออกกำลังกายแบบโฟกัสเฉพาะส่วน ไม่ว่าจะเป็นการซิทอัพเพื่อลดหน้าท้อง หรือการเล่นสควอชเพื่อให้ต้นขาเฟิร์ม อาจจะไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเบิร์นไขมันส่วนเกิน และทำให้รูปร่างคุณดีขึ้น เนื่องจากการที่จะกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปนั้นจำเป็นต้องออกกำลังกายประเภทที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจ และออกกำลังกายในทุก ๆ ส่วนร่วมกับการควบคุมอาหาร

          ดังนั้น ใครที่มุ่งเน้นการออกกำลังกายแบบเฉพาะส่วนแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผลดังใจ เราขอแนะนำให้คุณหาเวลามาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และให้ออกกำลังกายเฉพาะส่วนแบบที่คุณถนัดสักครึ่งชั่วโมงเป็นเวลา 2 ครั้งต่อสัปดาห์

4.เบิร์นแคลอรีง่าย ๆ แค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง

          "ไม่มีเวลาออกกำลังกาย" เป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่คนมักอ้างเวลาขี้เกียจ แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมายหลายชั่วโมงก็ออกกำลังกายได้ เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้นก็เพียงพอที่จะกำจัดแคลอรีส่วนเกินออกไปได้แล้วล่ะค่ะ โดยคุณอาจแบ่งช่วงเวลาออกกำลังกายออกเป็น 2-3 ครั้งในหนึ่งวัน แต่รวมกันให้ได้สัก 30 นาที ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ

          ยกตัวอย่าง คุณอาจวิ่งขึ้นลงบันได หรือกระโดดเชือกหลังจากตื่นนอน สัก 15 นาที เมื่อไปทำงาน หลังทานอาหารเที่ยง คุณก็อาจจะลุกขึ้นมาเดินเล่นสัก 15 นาที หรือจะเลือกเต้นแอโรบิก, แอโรบ็อกซิ่ง สัก 15 นาที หรือกระทั่งเหงื่อออกก็ยังไหว แค่นี้คุณก็ออกกำลังกายได้วันละ 45 นาทีเข้าไปแล้วนะ ถ้าคุณทำแบบนี้ได้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ร่วมกับการควบคุมอาหาร รับรองว่า ภายใน 2 เดือน คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวเองแน่ ๆ ขอบอก

5.ออกกำลังกายให้หนักขึ้น

          สำหรับคนที่ห่างหายจากการออกกำลังกายมานานเหลือเกิน เมื่อถึงเวลาที่คุณจะกลับไปออกกำลังกายอีกครั้ง คงจะรู้สึกเหนื่อยไวขึ้น แต่หลังจากออกกำลังกายได้ระยะหนึ่งแล้ว ร่างกายของคุณจะเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้นไปด้วย

          เช่นนั้นแล้ว ถึงเวลาที่คุณต้องออกกำลังกายให้หนักขึ้น เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น และกระตุ้นให้แคลอรีถูกกำจัดออกไปให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายถึงให้คุณออกกำลังกายมากเกินไปทีเดียวนะคะ ควรเพิ่มปริมาณการออกกำลังกายทีละเล็กน้อย เช่น เพิ่มเวลา เพิ่มระยะทาง ตั้งเป้าให้สูงขึ้น แล้วค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 120-150 ครั้งต่อนาทีเป็นเวลาต่อเนื่องประมาณ 20 นาที จะช่วยให้คุณแข็งแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

6.ระวังอาการบาดเจ็บ

          อาการบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้ทุก ๆ ที่ และทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อคุณออกกำลังกาย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณบาดเจ็บอาจมาจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไปนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ก่อนที่จะออกกำลังกายทุกครั้ง ก็ควรยืดกล้ามเนื้อเสียก่อน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม และช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นมากขึ้น แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย

          นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ ควรประเมินขีดจำกัดของร่างกายตัวเองไว้ด้วยค่ะ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกเหนื่อยมาก จนเจ็บ-ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณควรหยุดทันที หากยังฝืนออกกำลังกายต่อไป อาจจะยิ่งทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ หรือขาดได้เลยทีเดียว

          สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ควรเปลี่ยนไปออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ๆ ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ไม่ควรออกกำลังกายประเภทเดียวกันซ้ำ ๆ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณวิ่งออกกำลังกายมาตลอด ก็ควรเปลี่ยนไปเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายอย่างอื่นบ้าง เพราะการวิ่งจะช่วยบริหารเฉพาะกล้ามเนื้อขาเท่านั้น แต่ควรหันไปบริหารกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในร่างกายมากขึ้นด้วยค่ะ


ออกกำลังกาย


 4 ความลับเอาชนะการออกกำลังกาย

          เลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่คุณชอบ จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกเบื่อ หรือสูญเสียความตั้งใจ และเลือกการออกกำลังกายที่หลากหลาย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิต

          เป็นเทรนเนอร์ให้ตัวเอง เพราะคุณคือคนที่รู้จักร่างกายของตัวเองได้ดีที่สุด ฉะนั้น จัดเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมให้ตัวเองได้เลย

          เลือกออกกำลังกายในเวลาที่คุณสะดวกที่สุด และทำเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปาดห์ หรือสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง

          จำไว้ว่า การออกกำลังกายหนัก ๆ เร่ง ๆ ในเวลาสั้น ๆ ไม่ได้ให้ผลดีไปกว่าการออกกำลังกายแบบธรรมดา ๆ แต่ต่อเนื่อง

3 สิ่งที่สาว ๆ ไม่ควรพลาดในมื้อเช้า

อาหารเพื่อสุขภาพ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          สวัสดีตอนเช้าค่ะสาว ๆ ทั้งหลาย ตื่นเช้าขึ้นมาทั้งที อย่าพลาดอาหารเช้าเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะอาหารเช้ามีคุณประโยชน์กับสมองมากมาย ยิ่งถ้าทานอาหารเช้ากับส่วนผสม 3 ชนิด ก็ยิ่งจะปรุงอาหารจานโปรดยามเช้าของคุณให้อร่อยขึ้น แถมยังปลุกพลังให้กับตัวเองรับเช้าวันใหม่ด้วย ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนะ


อบเชย

1.เครื่องเทศ

          ไม่ว่าจะใส่อบเชยลงไปในถ้วยกาแฟ ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือใส่ออริกาโนผสมลงไปในไข่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระก็ดีทั้งนั้นค่ะ เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกกับเราว่า การรับประทานสมุนไพรและเครื่องเทศในมื้อเช้าจะช่วยให้สมองของคุณแล่นไปทั้งวัน ว้าว!!!



2.ชา หรือ กาแฟ

          "ชา" หรือ "กาแฟ" เป็นเครื่องดื่มยามเช้าของเวิร์กกิ้งวูเมนหลาย ๆ คน แล้วรู้ไหมว่า การศึกษาพบว่า ทั้งชาและกาแฟจะช่วยเพิ่มพลังงานให้คุณสาว ๆ ในยามเช้าได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยเร่งระบบเผาผลาญให้ทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยให้สมองเฉียบแหลมขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้น อย่าลืมหา "ชา" หรือ "กาแฟ" มาจิบเบา ๆ ยามเช้ากันด้วยนะคะ

น้ำมะนาว

3.มะนาว

          "น้ำมะนาว" ที่แสนจะเปรี้ยวเข็ดฟันนี่แหละค่ะ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เราอยากจะแนะนำให้คุณสาว ๆ หามาทานในยามเช้า นั่นก็เพราะ "น้ำมะนาว" นี้ จะช่วยดีท็อกซ์ในยามเช้าให้เราได้ แถมมะนาวยังมีวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีประโยชน์กับคุณมากแค่ไหน ดังนั้นแล้ว สาว ๆ รักสุขภาพก็อย่าลืมทานน้ำมะนาว หรือหยดน้ำมะนาวผสมลงในน้ำอุ่น ๆ ดื่มกันตอนเช้าด้วยนะจ๊ะ

คุณสาว ๆ มาทานอาหารบำรุงรอบเดือนกันเถอะ

อาหารเพื่อสุขภาพ

อาหารบำรุงรอบเดือน (Momypedia)
โดย: ต้นอ้อ

          มาอีกแล้ว..ทุกเดือนเลย เรื่องนี้กลายเป็นความเคยชินของผู้หญิงเราเสียแล้ว แต่รู้มั้ยว่าในแต่ละเดือนคุณต้องเสียเลือดเป็นจำนวนมาก และร่างกายต้องสูญเสียวิตามินและเกลือแร่ อย่างแคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และซึมเศร้า

          การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมในช่วงนี้จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่งค่ะ ดังนั้นคุณควรเลือกรับประทานอาหารที่บำรุงเลือดมาก ๆ เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบสีเขียวจัด เช่น คะน้า กวางตุ้ง สาหร่าย เป็นต้น เพราะอาหารพวกนี้จะให้ธาตุเหล็ก วิตามินบี 6, บี 12, บีรวม และกรดโฟลิกสูง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเลือดนั่นเองค่ะ

หลากคุณประโยชน์ต้านโรค...จากอาหารอีสาน

อาหารอีสาน

หลากคุณประโยชน์ต้านโรค...จากอาหารอีสาน (ไทยโพสต์)

          เมื่อพูดถึง "อาหารอีสาน" หลายคนนึกถึงเรื่องของความอร่อยและรสชาติที่จัดจ้านถึงใจ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในหมู่คนไทยและคนต่างชาติ แต่จะมีใครที่ตระหนักรู้ว่า อาหารแซ่บอย่างอาหารอีสานนั้นมีคุณค่าสารอาหารครบครัน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินและเกลือแร่ ในขณะที่มีไขมันต่ำ ที่สำคัญอาหารอีสานนั้นยังช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เพราะส่วนใหญ่เครื่องปรุงและเครื่องเคียงต่างๆ มาจากผักอีสานนานาชนิด

          โดยอาจารย์อรทัย เหรียญทิพยะสกุล อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า ในปัจจุบันทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองกันมากขึ้น ดังนั้นเมนูอาหารอีสานเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะแต่ละเมนูมักจะมีเครื่องเคียงที่เป็นผักพื้นบ้านที่หาได้ตามท้องถิ่น มาเป็นส่วนประกอบบนโต๊ะอาหาร ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ ลาบหรือน้ำตก

          แต่มีน้อยคนนักที่จะทราบว่าผักพื้นบ้านอีสานหลายชนิดให้คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนประกอบไปด้วยเส้นใยอาหารสูงและไขมันต่ำ ที่สำคัญช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรสชาติในอาหารอีกด้วย อาจารย์อรทัยจึงได้แนะนำเมนูอาหารพื้นบ้านอีสานแบบง่าย ๆ ที่มีสรรพคุณทั้งเป็นยารักษาโรคและเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากมาย เช่น

ต้มไก่ยอดหม่อน

          มีสรรพคุณตั้งแต่รากจรดใบ เนื่องจาก "ต้นหม่อน" นับว่าเป็นพืชอีสานพื้นบ้านที่มีคุณประโยชน์มากมายตั้งแต่ราก ใบ กิ่ง และผล นอกจากใช้ใบในการเลี้ยงหนอนไหมแล้ว ก็ยังสามารถนำมาปรุงอาหารรสอร่อยถึงใจให้หลาย ๆ คนได้ลิ้มลอง อย่างเมนู "ต้มไก่ยอดหม่อน" ที่ใครได้ลิ้มรสแล้วรับรองต้องติดใจในรส "นัว" หรือรสเข้มข้นจากน้ำซุปร้อน ๆ หอมกลิ่นเครื่องเทศ และชูโรงด้วย "ใบหม่อน" และเมนูนี้นับว่าเป็นหนึ่งในเมนูสุขภาพ เพราะมีคุณค่าสารอาหารอยู่มากมายจากส่วนเครื่องปรุงต่าง ๆ อาทิ "ยอดหม่อน" มีคุณสมบัติที่ช่วยบำรุงสายตา แถม "ใบหม่อน" ยังช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต พร้อมทั้งยังเป็นเมนูช่วยควบคุมน้ำหนัก สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการลดความอ้วน เพราะมีไขมันจากเนื้อสัตว์น้อยและไม่ใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร

          นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยขับลม โดยเฉพาะเครื่องเทศอย่าง พริก หอม กระเทียม ข่า หัวสิงไค (ตะไคร้) ใบบักอีเว่อ (ใบมะกรูด) บักโป้งเล็น (มะเขือเทศ) บักขาม (มะขาม) ผักอีตู่ นอกจากนี้ส่วนอื่น ๆ ของต้นหม่อนยังสามารถนำมาแก้โรคต่างๆ ได้อีก อาทิ "กิ่งหม่อน" ช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก ลำไส้ทำงานได้ดี รักษาอาการปวดมือ เท้าเป็นตะคริว เหน็บชา "ลูกหม่อน" รักษาโรคไขข้อ บำรุงหัวใจ บำรุงผมให้ดกดำ และ "รากหม่อน" ลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด รวมทั้งรักษาโรคเบาหวานได้

แจ่วบอง

          หรือน้ำพริก ที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของอาหารอีสาน ซึ่งวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากเพียงใช้ปลาร้าปรุงสุกสับให้ละเอียด คลุกเคล้าเข้ากับเครื่องเทศพื้นบ้านที่หาได้ในครัวเรือน อาทิ พริก หอมแดง กระเทียม ข่า หัวสิงไค (ตะไคร้) ใบบักอีเว่อ (ใบมะกรูด) บักโป้งเล็น (มะเขือเทศ) หรือมะขามเปียก เพียงแค่นี้ก็จะได้น้ำพริกรสแซ่บ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร แถมช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ นิยมรับประทานพร้อมกับผักเคียง อาทิ มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี แตงค้าง (แตงกวา) ยอดบักอึ (ยอดฟักทอง) หรือเนื้อย่าง ปลาย่าง เป็นต้น

ซุปบักมี่ หรือซุปขนุน

          อีกหนึ่งเมนูอาหารอีสานที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะอุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตและวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา แก้กระหายน้ำ คลายร้อน และช่วยในการย่อยอาหาร

          วิธีการทำไม่ยุ่งยากเพียงแค่นำขนุนอ่อนมาปอกเปลือก หั่นแว่นไปต้มให้สุก แล้วนำมาโขลกให้ละเอียดเพื่อให้เข้าเครื่องกับพริก หอมแดง กระเทียม ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ปลาย่างป่น พริกป่น งาขาว งาดำคั่วละเอียด น้ำปลา พร้อมโรยหน้าด้วยผักบั่ว (ต้นหอม) ผักอีหล่า (สะระแหน่) ผักชีหอม ผักหอมเป (ผักชีฝรั่ง) ผักแพว

อ่อมหอย หรือ แกงคั่วหอยขม

          แกงอีสานน้ำขลุกขลิกชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยต้านริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ ต้านโรคหวัด บำรุงสายตา ซึ่งวิธีการทำก็ง่าย ๆ เพียงใส่ผักอีสานนานาชนิดในหม้อต้มพร้อมกันทั้งพริก หอมแดง กระเทียม ข่า หัวสิงไค (ตะไคร้) ใบบักอีเว่อ (ใบมะกรูด) ผักอีเลิด (ชะพลู) และผักบั่ว (ต้นหอม) และผักไฮไลต์อย่างใบชะพลูและผักหวานที่อุดมด้วยวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนสูง จากนั้นใส่หอยขมที่มีโปรตีนสูง และหาได้ง่ายตามห้วยหนองคลองบึง เพียงเท่านี้เราก็ได้เมนูอาหารอีสานต้านโรคหวัด แถมชะลอริ้วรอยได้ง่าย ๆ แล้ว

7 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับช่องคลอด

เกร็ดสุขภาพ


7 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับช่องคลอด (Modern Mom)

          ใครนะจะมารู้จริงรู้สึกเรื่องช่องคลอด? นั่นสิคะ... ขอแค่สบายดีไม่มีเจ็บไม่มีป่วยก็พอใจแล้ว จะไปยุ่งวุ่นวายกับมันทำไมเรียกว่าก็อยู่ดี ๆ อยู่แล้ว

          แต่รู้หรือไม่คะว่า เพราะการละเลยหรือคิดว่าไม่เป็นไรนี้เอง ที่อาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างกำลังแอบก่อการอยู่เงียบ ๆ ก็เป็นได้ นั่นเพราะช่องคลอดอวัยวะที่เป็นจุดซ่อนเร้นของเรานี่เอง ที่ยังมีอีกหลายเรื่องน่ารู้ ต้องดูแล และคอยรับมือหากเกิดอาการผิดปกติ แล้วคุณจะได้รู้จักกับช่องคลอด เพื่อนสนิทของคุณผู้หญิงเราได้ดีขึ้นมากเชียวค่ะ...

คุณทราบไหมว่า...

1.ช่องคลอดมีลักษณะเป็นท่อกลวง

          ปกติจะยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร สามารถยืดหยุ่นได้แล้วยังขยายออกได้ตั้งหลายเท่าตัว ผนังช่องคลอดมีความหนาและยืดหยุ่นมากก็เพื่อทำหน้าที่ในการมีเพศสัมพันธ์ และให้ทารกคลอดผ่านออกไปได้โดยสะดวก ผนังช่องคลอดเป็นกล้ามเนื้อหนา ๆ ที่ทนรับการเสียดสีได้ จะประกอบด้วยกล้ามเนื้อสองชั้น กล้ามเนื้ออ่อนอยู่ชั้นในกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่าอยู่ชั้นนอก มีเนื้อเยื่อหุ้มเชื่อมอยู่กับเนื้อเยื่อของผนังกระเพาะปัสสาวะ ทวารหนัก และอวัยวะอื่น ๆ ภายในอุ้งเชิงกราน

2.ช่องคลอดสามารถทำความสะอาดตัวเองได้

          น้ำหล่อลื่นภายในช่องคลอด หรือภาษาบ้าน ๆ เรียกว่า ตกขาว มีไว้เพื่อให้ช่องคลอดสะอาดมีสุขภาพดี ในช่องคลอดจะมีความชุ่มชื้นหรือความเปียกที่พอเหมาะ แต่พอถึงวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนความชุ่มชื้นจะน้อยลงไปมาก

3.ช่องคลอดปกติมีสภาพเป็นกรด

          เหตุผลคือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะกระตุ้นให้ช่องคลอดมีไกลโคเจนซึ่งคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง แล้วแบคทีเรียในช่องคลอดเป็นตัวเปลี่ยนให้มีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ค่าความเป็นกรดด่างประมาณ 3.8-4.5 สภาพกรดในช่องคลอดจะช่วยควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ตัวร้ายให้อยู่กันอย่างสงบเสงี่ยม ถ้าสภาพความเป็นกรดลดลงจุลินทรีย์ร้ายจะอาละวาดเกิดการติดเชื้อ เชื้อรา และไวรัสก็จะก่อพิษภัยต่อช่องคลอด

4.แลกโตบาซิลัสป้องกันการติดเชื้อ

          แลกโตบาซิลัสเป็นแบคทีเรียตัวดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย อาศัยอยู่ในลำไส้และช่องคลอด มีรายงานการศึกษาว่า ผู้หญิงที่มีจุลินทรีย์แลกโตบาซิลัสในช่องคลอดอยู่จะลดปัญหาติดเชื้อทั้งในกระเพาะปัสสาวะและช่องคลอด และมีแลกโตบาซิลัสบางชนิดที่ช่องลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้ด้วย

5.ช่องคลอดสุขภาพดีจะไม่มีกลิ่นแรง

          ช่องคลอดในยามปกติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีกลิ่นเล็กน้อย แต่ถ้าเมื่อไหร่มีกลิ่นแรงล่ะก็ต้องรีบจัดการก่อนจะเป็นเรื่องใหญ่ กลิ่นที่แรงกว่าปกติอาจจะหมายถึงภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อ หรืออาจเป็นเพราะกินวิตามินมากเกินไปก็ได้ ถ้าลองปรับปรุงแก้ไขด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ดื่มน้ำให้พอ หรืองดวิตามินแล้วไม่หายไปเอง ไปปรึกษาสูตินรีแพทย์หน่อยนะคะ

6.มีขนมากขึ้นระหว่างตั้งครรภ์

          ระหว่างท้องจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้น คุณแม่หลายคนทีเดียวจะมีขนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หนาแน่นขึ้นแล้วยังแผ่ขยายอาณาเขตขึ้นมาสู่ท้องน้อยหรืออาจจะแผ่เลยลงไปแถวต้นขา เส้นขนก็ยังยาวขึ้นด้วย นอกจากตรงจุดนั้นแล้วขนก็อาจขึ้นไปทั่วตัว หน้า ผม แขน ขา ฯลฯ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะได้เป็นนางเอกเรื่องพิภพวานร หลังจากคลอดราว ๆ 6 เดือนขนก็จะลดน้อยลงกลบมาเป็นปกติ เพียงแต่ว่าอย่าใช้ครีมกำจัดขน เพราะอาจซึมเข้ากระแสเลือดไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ถอนหรือโกนจะเหมาะกว่า

7.หลังคลอด ช่องคลอดจะยังไม่หดตัวกลับมามีขนาดเล็กลงทันที

          สภาพคลื่นลอนภายในจะลดลงเพราะถูกยืดไปมากระหว่างคลอด แต่จะใช้เวลาค่อย ๆ หดตัวลงใกล้เคียงกับสภาพเดิม ถึงแม้จะไม่เท่าเดิมก็ไม่ควรกังวลเรื่องมีเพศสัมพันธ์มากนัก เพราะคุณหมอทำคลอดช่วยตัดฝีเย็บเพื่อเป็นการช่วยดูแลช่องคลอดไม่ให้ฉีกขาดหรือยืดมากเกินไป การขมิบก็เป็นอีกทางที่ช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดแข็งแรงเร็วขึ้น

20 หนทาง สู่ความสุขได้ทุกวัน

ความสุข

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

       ความสุข เป็นคำที่ใคร ๆ ต่างก็ไขว่คว้า อยากมีไว้ในครอบครอง และความสุขของแต่ละคนก็มาจากสาเหตุต่าง ๆ กันไป บ้างแค่อากาศแจ่มใสท้องฟ้าปลอดโปร่งก็มีความสุข บางคนแค่ได้พักสมองจากการทำงานบ้างก็รู้สึกเป็นสุขแล้ว เมื่อจิตใจรู้สึกสบาย ร่างกายก็รู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วย เป็นกลไกการทำงานของกายกับใจที่เกี่ยวเนื่องถึงกัน  เมื่อสุขกายสบายใจขนาดนี้คนเราก็เลยอยากจะมีความสุขอยู่บ่อย ๆ ซึ่งวิธีที่ทำให้เรามีความสุขได้นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ลองมาดู 20 วิธีง่าย ๆ ที่จะสร้างความสุขให้กับตัวเองกันดีกว่าค่ะ

 1. ระเบิดหัวเราะดัง ๆ
           การหัวเราะเป็นสัญลักษณ์ของการมีความสุข ช่วยลดความเครียดและเพิ่มระดับฮอร์โมนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ได้ให้ผู้เข้าร่วมทดลองชาย 8 คน จาก 16 คน ดูวีดิโอที่ผู้คนได้ลงความเห็นว่ามีเนื้อหาที่สนุกสนาน ผลปรากฏว่าขณะได้ชมวีดิโอ ชายกลุ่มนี้มีระดับฮอร์โมนความเครียดลดต่ำลง ในขณะที่สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ถูกหลั่งออกมาเมื่อรู้สึกสนุกสนานหรือตื่นตัว ออกมามากขึ้น 27 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังมีปริมาณโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ชี้บ่งถึงสุขภาพและภูมิต้านทาน สูงขึ้นถึง 87 เปอร์เซ็นต์  เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ดูวีดิโอสนุกสนานเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า การหัวเราะและความรู้สึกสนุกสนานทำให้เรามีความสุขขึ้นได้


นอนหลับ


 2. นอนหลับอย่างเพียงพอ

           หลาย ๆ คนมีนิสัยชอบนอนดึก ทำให้รู้สึกไม่แจ่มใสและอารมณ์หม่นหมองได้ง่ายในวันต่อมา การนอนหลับอย่างเพียงพอเป็นการชาร์ตแบตให้กับร่างกาย ลองเข้านอนแต่หัวค่ำ และนอนให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง หากยังไม่รู้สึกง่วงในทันที ลองหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสักเล่ม พอเริ่มง่วงจึงหรี่ไฟและพักผ่อน แล้วคุณจะตื่นขึ้นมาอย่างสดใสในเช้าวันถัดไปแน่นอน

 3. ฟังเพลง
           มีผลการศึกษาพบว่า เสียงดนตรีช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และยังกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกมีความสุขหรือพึงพอใจ ซึ่งสามารถถูกกระตุ้นด้วยอาหารและการมีเพศสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน จากการทดลองเปิดเพลงคลอไปขณะทำการผ่าตัดตาให้กับผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราการเต้นของหัวใจ และระดับความดันเลือดลดลง ซึ่งสรุปได้ว่า เสียงเพลงช่วยผ่อนคลายและทำให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักนั่นเอง

 4. ทำสวน
           การทำงานสวนเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกจากทำให้เราได้ออกกำลังกายและสดชื่นกับอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความตึงเครียด และรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทั้งความรู้สึกที่ได้เฝ้ามองต้นไม้ที่คุณทนุถนอมปลูกมากับมือ จนมันแตกยอดออกดอกออกผลได้นั้น จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจไปได้อีกนานเลยทีเดียว

 5. กลิ่นอโรมาเธอราพี
           ผลการวิจัยพบว่า กลิ่นอโรมาเธอราพีต่าง ๆ สามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดได้จริง โดยกลิ่นโรสแมรี่ ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว ผ่อนคลายความวิตกกังวล ช่วยให้การคิดคำนวณเร็วขึ้น ในขณะที่กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยกระตุ้นให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งปัจจุบันนี้เราสามารถปรุงแต่งให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอม ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งจากน้ำมันหอม เทียนหอม สเปรย์ปรับอากาศ ฯลฯ


เล่นกับสัตว์เลี้ยง

 6. เล่นกับสัตว์เลี้ยง
           มีผลการวิจัยมากมายที่กล่าวว่า การใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงจะช่วยลดความเครียดได้ดี โดยมีการศึกษากับคู่รัก 240 คู่ โดยครึ่งหนึ่งเป็นคู่รักที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเอง พบว่ากลุ่มที่เลี้ยงสัตว์นั้น มีระดับการเต้นของหัวใจ และความดัน ต่ำกว่ากลุ่มคู่รักที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ยังพบอีกว่า ในบางครั้งสัตว์เลี้ยงยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้ดีกว่าคู่รักด้วยซ้ำ

 7. ลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำ

           การลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำ จะทำให้คุณลำดับความสำคัญและจัดการภารกิจต่าง ๆ ไปได้อย่างราบรื่น ช่วยให้คุณมองเห็นภาพคร่าว ๆ ของสิ่งที่กำลังจะเกิด และวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้น

 8. จัดการความยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย
           การมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใด หรือการรีแลกซ์ผ่อนคลาย คงเป็นไปได้ยาก หากโต๊ะที่ทำงานหรือที่บ้านของคุณรกระเกะระกะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่วางสุมเอาไว้ บิลค่าใช้จ่ายหรือเอกสารต่าง ๆ ที่กระจายเต็มโต๊ะ จัดการทำความสะอาดเสียให้เรียบร้อย ด้วยการจัดเก็บสิ่งของให้เป็นหมวดหมู่ จะช่วยให้คุณมีสมาธิในขณะที่ลงมือทำ ทั้งการเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยพร้อมใช้งาน ยังทำให้มีสมาธิกับงานที่จะทำชิ้นต่อไปมากขึ้นด้วย

 9. รู้จักปล่อยวาง
           ถ้างานที่คุณทำอยู่มีมากจนล้นมือ ทำให้คุณหัวปั่นและหาเวลาว่างไม่ได้ และรู้สึกเหน็ดเหนื่อยนักก็ปล่อยวางลงเสีย พักงานบางอย่าง หรือกระจายความรับผิดชอบให้คนอื่น เหลือเวลาว่างให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้าง

อ่านหนังสือพิมพ์

 10. หยุดการรับข่าวสาร
           เมื่อถึงวันพักผ่อนของคุณ หยุดการรับข่าวสารไม่ว่าจากทางใดทั้งสิ้น ทั้งจากการดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือเข้าไปดูข่าวต่าง ๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ลองหยุดดูสักครั้ง เพื่อไม่ต้องรับรู้ความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ใช้วันหยุดของคุณในการพักผ่อนอยางเต็มที่ ทั้งกายและความคิด

 11. หยุดความเครียดจากการติดตามหุ้น
           หากใครเป็นนักลงทุน คงรู้ดีว่าการเล่นหุ้นนั้นมีความเสี่ยง และตลาดหุ้นก็ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นใจหายใจคว่ำกันได้ง่าย ๆ แต่การลงทุนใด ๆ นั้นย่อมต้องใช้ระยะเวลา โอกาสได้กำไรมามีมากพอ ๆ กับการขาดทุน หากไม่ต้องการเครียดหนักจากความผันผวนในตลาดหุ้น เลิกนิสัยที่ต้องเข้าไปเช็คความเป็นไปในตลาดหุ้นบ่อย ๆ ปล่อยให้การซื้อขายทำหน้าที่ของมันไป ส่วนคุณเอนหลังนั่งพัก โดยไม่ต้องเอาตัวเข้าไปผูกติดดีกว่า

 12. ไปสถานที่เงียบสงบ

           สถานที่เช่นโบสถ์ วัด พิพิธภัณฑ์ หรือห้องสมุด เป็นสถานที่ที่ดีในการหลบหนีความวุ่นวายจากโลกภายนอก เมื่อไหร่ที่รู้สึกวุ่นวายใจ หรือต้องการความเงียบสงบ ก็ลองไปสถานที่เหล่านี้ดูนะคะ
 
 13. ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง

           แม้การใช้เวลาอยู่กับเพื่อนรู้ใจจะช่วยบรรเทาความรู้สึกกังวล หรือความไม่สบายใจต่าง ๆ ได้ดี แต่บางคราวคุณก็ต้องการเวลาที่จะได้อยู่กับตัวเองบ้าง หากครั้งไหนที่รู้สึกวิตกกังวลและอยากเป็นอิสระ ลองออกไปทานข้าว ดูหนัง หรือใช้เวลาที่ร้านหนังสือคนเดียวดู คุณจะได้พบกับความสงบในอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต

อาสาสมัคร


 14. ทำงานอาสาสมัคร
           ยามที่คุณมีปัญหา จงคิดว่ามีคนอีกมากมายที่อยู่ในสภาพที่ลำบากและย่ำแย่กว่าคุณ ลองเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้น โดยการทำงานเป็นอาสาสมัคร ซึ่งนอกจากจะได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นแล้ว ยังทำให้ตัวเองรู้สึกดีอีกด้วย  จากการศึกษาพบว่า การทำงานอาสาสมัครช่วยเพิ่มความรู้สึกมีความสุข ความพอใจในชีวิต ความมั่นใจในตนเอง ความรู้สึกว่าสามารถจัดการชีวิตตนเองได้ และลดความรู้สึกหดหู่หรือดูถูกตัวเองได้ด้วย

 15. จิตใจอันมีที่ยึดเหนี่ยว

           ความสุขหนึ่งสามารถเกิดได้จากใจซึ่งมีที่ยึดเหนี่ยว ในงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้น ชี้ผลตรงกันว่า ผู้ที่มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ จะรู้สึกมีความสุขกว่า รับมือกับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีกว่าผู้ที่มีชีวิตอยู่โดยไม่มีหลักยึดเหนี่ยวใด ๆ โดยศาสตราจารย์เดวิด ไมเออร์ส จากแผนกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยโฮป รัฐมิชิแกน สหรัฐฯ ได้รายงานจากการวิจัยว่า ความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวพร้อมทั้งนำทางให้บุคคลผู้นั้นก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ ไปได้ โดยสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนา ขอเพียงแต่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็พอ 

 16. มีสติอยู่กับตัว

           ในขณะหนึ่งที่คุณกำลังทำสิ่งใดอยู่ จงมีสติและจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น อย่างเวลากินอาหารเย็นกับครอบครัว ก็อย่าได้ให้สมองแว่บไปคิดถึงเรื่องงาน หรือกังวลถึงเรื่องที่ต้องสะสางในวันรุ่งขึ้น ส่วนเวลาทำงานก็ตั้งใจจดจ่อ อย่าได้เหม่อลอย เมื่อเรามีสมาธิและจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใด เรามักทำสิ่งนั้นได้ดี และผลที่ได้ก็จะทำให้เรามีความสุข

ทำงานยุ่ง

 17. ไม่ทำหลาย ๆ สิ่งในเวลาเดียวกัน
           คนเราเมื่อทำหลาย ๆ สิ่งพร้อมกันแล้ว มักทำได้ไม่ค่อยดี อาจพลาดพลั้งทำอะไรผิดพลาดลงไปได้ง่าย ๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะให้จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งไหนดี เช่น หากคุณมักโทรศัพท์ไปรีดผ้าไป วางมือจากงานบ้านนั้นเสียก่อน แล้วนั่งลงคุยโทรศัพท์ดี ๆ ให้ความสนใจกับบทสนทนานั้นว่าคู่สนทนากำลังกล่าวถึงสิ่งใด ส่วนคนทำงานที่มักเขียนรายงานไปพร้อม ๆ กับเช็คอีเมล หรือท่องไปตามหน้าเว็บเพจต่าง ๆ หยุดมือจากการคลิกเมาส์ท่องโลกอินเทอร์เน็ตสักพัก แล้วหันมาจดจ่อทำงานของคุณให้เสร็จก่อน นอกจากงานจะเสร็จไวขึ้นแล้ว ยังถูกต้องแม่นยำมากขึ้นด้วย

 18. เดินจงกรม
           การได้สงบจิตใจและสงบสติของตัวเองด้วยการเพ่งสมาธิไปที่แต่ละก้าวย่างเช่นการเดินจงกรม ย่อมดีกว่าการกินยาระงับประสาท ที่แม้จะให้ผลเหมือนกัน แต่ส่งผลต่อจิตใจแตกต่างกันอย่างลิบลับ ยาระงับประสาทช่วยหยุดอาการฟุ้งซ่าน แต่การเดินจงกรมนอกจากจะทำให้จิตใจสงบลงไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ยังทำให้จิตใจแข็งแรง และมีวิจารณญาณ มีสติกำกับการกระทำมากขึ้นด้วย

 19. อธิษฐาน
           การอธิษฐานขอพรก็ช่วยให้เรามีความสุขขึ้นได้ แม้จะไม่มีสิ่งใดเป็นหลักรับประกันได้ว่า สิ่งที่เราได้วอนขอไปนั้นจะสัมฤทธิ์ผลจริงหรือไม่ แต่การรู้สึกว่ามีใครบางคนหรือเบื้องบนที่เราไม่อาจรู้ รับฟังคำอธิษฐานของเราอยู่ ก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจมากขึ้นได้

 20. ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ
           จากการสำรวจผู้คน 1,300 คน ทั้งชายและหญิงในช่วงอายุต่าง ๆ กัน มีข้อชี้บ่งว่า ผู้ที่มีมิตรสหายมาก จะระดับมีความดันเลือด ระดับน้ำตาล ระดับคอเรสเตอรอล และระดับฮอร์โมนคอติซอล หรือฮอร์โมนความเครียด ต่ำกว่าผู้ที่มีเพื่อนน้อยเพียง 1-2 คน และยังพบข้อชี้บ่งเช่นเดียวกันนี้ ในผู้ที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมใกล้ชิดกับญาติ คนในครอบครัว และคนรัก นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ผู้คนที่รู้สึกโดดเดี่ยว หดหู่ มีโอกาสที่จะป่วย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มากกว่ากลุ่มที่มีมิตรสหายรายล้อม 3-5 เท่าเลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วแทบอยากจะโทรชวนเพื่อนออกมาเจอกันทันทีเลยเชียว


           เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 20 หนทางที่จะนำคุณไปสู่ความสุขได้ทุกเมื่อ สุขบางอย่างเกิดจากการกระทำ เลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ และเอาตัวเข้าไปใกล้ชิดกับความสุข ส่วนสุขบางอย่างเกิดมาจากจิตใจข้างใน เพียงแค่เปลี่ยนความคิดชีวิตก็มีความสุขขึ้นมาก จะเลือกข้อไหนไปปฏิติก็ได้นะคะ รับรองว่าทำแล้วชีวิตแฮปปี้ขึ้นแน่นอน ยังไงก็ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะคะ