วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

ตื่นเช้าพร้อมไก่ขัน สร้างหุ่นสวยสุขภาพดี


เกร็ดสุขภาพ





          ใครที่ตื่นมาพร้อมกับการกดปุ่มเลื่อนเวลาปลุกของนาฬิกาออกไปเรื่อย ๆ ลองหันมาฟังทางนี้ค่ะ หากอุตส่าห์ตั้งใจจะตื่นเช้าทั้งที ให้รีบลุกขึ้นจากที่นอนแล้วหากิจกรรมทำให้ตื่นเต็มตาดีกว่า เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรแฮมตัน ประเทศอังกฤษ เขาได้ทำแบบสอบถามผู้คนทั้งชายหญิง 1,100 รายถึงเรื่องสุขภาพและพฤติกรรมการนอน โดยผลการทำแบบสอบถามชุดนี้สามารถสรุปได้ว่า คนที่ตื่นเช้ามักจะเป็นคนที่หุ่นดีและสุขภาพดีกว่าคนที่ใช้เวลาอยู่บนที่นอนจนกระทั่งสายหรือบ่ายคล้อย


          จากการสำรวจ 13 เปอร์เซ็นต์ของบรรดาผู้ทำแบบสอบถามตื่นนอนก่อน 7 นาฬิกาในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ และไม่นอนขี้เซาอยู่แต่บนเตียงในวันเสาร์-อาทิตย์ อีก 6 เปอร์เซ็นต์ตอบว่าเข้านอนก่อน 3 ทุ่มในวันทำงานและนอนดึกเป็นพิเศษเมื่อถึงวันหยุด ส่วนอีก 81 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ อยู่นอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นสาย นอนดึก หรือใช้ชีวิตแบบนกฮูกอย่างนอนตอนกลางวันแล้วตื่นตอนกลางคืน


          จากการวิเคราะห์ประเมินผลจากแบบสอบถาม พบว่ากลุ่มคนที่ตื่นนอนเช้าเป็นกลุ่มที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่ามีสุขภาพจิตดี ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความเครียดหรือวิตกกังวล นอกจากนี้คนกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับอาหารเช้า ซึ่งนับเป็นมื้อสำคัญ เพราะมื้อเช้าช่วยเติมกระเพาะที่ว่างมาทั้งคืน ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง และไม่รู้สึกโหยเกินไปในมื้อกลางวัน ซึ่งความหิวโหยจากการเว้นอาหารเช้าอาจทำให้ทานมื้อต่อไปมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ คนกลุ่มที่ตื่นเช้าจึงมีแนวโน้มที่จะหุ่นดีและสุขภาพดีกว่าคนที่ตื่นสายกว่า


          โดยหนึ่งในทีมผู้ทำการสำรวจ ด็อกเตอร์จอร์ช ฮูเบอร์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แม้นี่จะเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ ประการหนึ่งในการมีรูปร่างและสุขภาพที่ดี แต่ก็นับว่ามันเป็นปัจจัยที่ส่งผลสำคัญ ไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบอีกด้วยว่าคนที่นอนดึกมักประสบปัญหาเรื่องการนอนและมีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี 


          รู้อย่างนี้แล้ว เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดีของคุณ เช้าวันต่อไปนาฬิกาปลุกเมื่อไหร่ให้รีบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงเลยนะคะ 

ฉีดผิวขาว ด้วย กลูต้าไธโอน อันตรายไหม?

 เชื่อแน่ว่าทุกคนล้วนอยากมีผิวขาวกันทั้งนั้น แต่บางครั้งการได้มาของความขาวก็อาจไม่ปลอดภัยสำหรับคุณ วันนี้ อ.ประมาณ มีข้อแนะนำมาฝากกันแล้ว

         หลายวันก่อนผมไปทานข้าวกับครอบครัวแถวถนนรัชดาฯ (ไม่ใช่รัชดาฯ ซอย 4 แบบเด็กๆ วัยรุ่นหรอกนะครับ) นั่งทานๆ กันอยู่ จู่ๆ ทั้งครอบครัวเราก็รู้สึกว่ามีอะไรที่สว่างๆ ผ่านไปแวบๆ เหมือนมีใครเปิดไฟนีออนให้สว่างจ้าเลยครับ และโดยที่ไม่ได้นัดหมายสมาชิกทั้งครอบครัวเราก็เงยหน้าจากจานข้าวไปมองวัตถุนั้นจนถูกค้อน เพราะวัตถุนั้นคือหญิงสาวผมยาวผิวขาวโพลนครับ

         แล้วประเด็นเรื่องความขาวจนโพลนก็กลายเป็นหัวข้อในการพูดคุยของสมาชิกในครอบครัวหลังจากที่ทานข้าวกันเรียบร้อยว่า ทำไมหญิงสาวคนนั้นเธอถึงได้มีผิวขาวโพลนแบบผิดปกติเช่นนั้น แล้วเจ้าลูกสาวคนโตก็เฉลยให้ฟังว่า "ป๊า เดี๋ยวนี้เค้ามีสารฉีดเข้าทางผิวเพื่อเปลี่ยนสีผิวแล้วนะ" จนทำให้ผมนึกถึงคำเดือนของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้คุณสาวๆ ระวังการฉีดสารผิวขาว เพราะจะเป็นอันตราย ที่สำคัญผู้ให้บริการฉีดสารที่ว่านี้ก็กระทำผิดกฎหมายด้วยนะครับ ด้งนั้น คอลัมน์ Woman & Low ฉบับนี้ ผมจึงเลือกคุยเรื่องนี้กับคุณ ผู้อ่าน Lisa ครับ

สารผิวขาว (อันตราย)....กลับมาอีกครั้ง

         จริงๆ แล้วเรื่องการเตือนให้ระวังอันตรายจากากรใช้สารผิวขาวนั้นเคยเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปลายปี 2550 เมื่อคลินิกเสริมความงามชื่อดังหลายแห่งใช้สารกลูตาไธโอนฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อให้ผิวขาวขึ้น โดยแพทยสภาแถลงยืนยันเมื่อปลายปี 2550 ว่าการใช้สารกลูตาไธโอนซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาตจาก อย. นั้น ถือเป็นการกระทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม และการใช้ยาฉีดเข้าเส้นเลือดเพื่อให้ผิวขาวยังไม่ได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานในการรักษา ทั้งยังมิได้มีการศึกษาถึงผลเสียในระยะยาว นอกจากนี้ การโฆษณาเรื่องทำให้ผิวขาวและมีแสงออกจากตัว เป็นการโฆษณาเกินจริง ซึ่งผิดข้อบังคับของแพทยสภาเรื่องจริยธรรมครับ

         เหตุการณ์เมื่อปลายปี 2550 นำมาซึ่งการจับปรับคลินิกชื่อดังหลายแห่ง แต่ผ่านไปแค่ปีกว่าๆ ต้นปี 2552 คือประมาณเดือนมกราคม 2552 นี่แหละครับก็มีข่าวว่า สาวๆ หนุ่มๆ รวมทั้งเพศทางเลือกที่อยากมีผิวขาวเหมือน สาวหมวย หนุ่มตี๋ ก็ไปใช้บริการ ให้คุณหมอฉีดสารกลูตาไธโอน จนแพทย์ต้องออกมาเตือนว่า อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการ "ช็อก ตาบอด หรือเสียชีวิต!" ได้เลยนะครับ

กลูตาไธโอน...สารอันตราย

         ผมได้ไต่ถามไปยังคุณหมอทางด้านเสริมความงามก็ได้ทราบว่า สารกลูตาไธโอนที่ทำให้ผิวขาว หรือที่ใช้ฉีดเพื่อให้ผิวขาวยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา (อย.) ของไทย ส่วนประโยชน์ที่แท้จริงในทางการแพทย์นั้นคือ เขานำมาใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งกระเพาะอาหาร ในประเทศอิตาลี แต่ผลข้างเคียงคือ ทำให้ผิวขาวชั่วคราว

         นี่แหละครับเลยกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของบรรดาสถานเสริมความงาม ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ที่ถูกฉีดสารชนิดนี้เข้าไป เพราะในทางการแพทย์นั้นเขาอนุญาตให้ใช้สารกลูตาไธโอนในปริมาณไม่มาก ซึ่งในเครื่องสำอางทั่วไปพบว่า มีการผสมลงไปบ้าง แต่เพียง 0.000001-0.000005% เท่านั้น โดยปริมาณนี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับข่าวการฉีดสารนี้เข้ากล้ามเนื้อ หรือเส้นเลือด ที่ใช้ปริมาณมากถึงประมาณ 600 มิลลิกรัม ต่อหลอด ซึ่งถือว่าอันตรายมาก เพราะอาจทำให้เกิดการแพ้ยาถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ ที่สำคัญเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

เพราะการได้รับสารกลูตาไธโอนปริมาณมาก จะส่งผลให้หยุดการสร้างเอนไซม์เม็ดสีที่เป็นธรรมชาติของผิวคนเอเชียที่เป็นสีคล้ำ ทำให้ผิวคนเอเชียจากที่เคยกรองแสงอัลตร้าไวโอเลตได้มาก ก็ทำให้กรองได้ลดลง นอกจากนี้ หลังจากได้รับสารนี้ เม็ดสีในตาดำของคนเอเชียอาจจะกรองแสงได้ลดลง ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อจอประสาทตา...น่ากลัวเลยนะครับคุณสาวๆ

โทษทางกฎหมาย . . .ของผู้ให้บริการ

         กรณีที่คลินิกผิวหนังหลายแห่งนำสารกลูตาไธโอนมาใช้กับผู้รับบริการนั้น ถือว่าเป็นความผิดข้อหาใช้ยาที่มีได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาในการดำเนินกิจการสถานพยาบาลตาม พ.ร.บ. ยา มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการโฆษณา สารกลูตาไธโอนโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดปรับไม่เกิน 100,000 บาท ครับ และจะมีโทษหนักขึ้น หากโฆษณาว่าสารกลูตาไธโอนสามารถทำให้เกิดแสงออกจากตัว ประเภทใครเดินผ่านนึกว่าเธอเป็นตัวละครจากหนังเรื่อง "Star Wars" หรือสามารถเปลี่ยนสีผิว จากนั้นจะต้องมีการถอนโฆษณาดังกล่าวออกจากสื่อด้วยนะครับ

         นอกจากนี้ เนื่องจากการใช้สารกลูตาไธโอน ยังถือเป็นการปฏิบัติทางการแพทย์ที่ไม่ถูกต้อง เพราะยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ทำให้คุณหมอที่ฉีดสารดังกล่าวให้ผู้ป่วยมีความผิดทางจรรยาบรรณ โดยแพทยสภาสามารถลงโทษคุณหมอผู้นั้นฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมผิดมาตรฐานทางการแพทย์ อีกด้วยครับ

ไม่มีใบอนุญาตทางการแพทย์...โทษยิ่งหนัก

         หากผู้ให้บริการไม่ใช่แพทย์ เช่น เป็นหมอเถื่อน หมอกำมะลอ ที่ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ ถือว่ามีความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการกระทำผิดแบบนี้ก็มักจะหลบๆ ซ่อนๆ เช่น แอบเปิดตามสถานที่ต่างๆ หรือใช้รถตู้ตระเวนไปฉีดสารผิวขาวให้สาวๆ ตามหมู่บ้าน ชุมชน ออฟฟิศ ฯลฯ แบบนี้เป็นความผิด โทษฐานเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วยนะครับ ซึ่งก็จะทำให้มีความผิดตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจมีคำสั่งริบบรรดาสิ่งของที่ใช้ในการประกอบกิจการสถานพยาบาลด้วยก็ได้ครับ

รับโทษอาญาและแพ่ง...อีกด้วย

         กรณีที่ผู้มาใช้บริการเกิดปัญหาหลังการฉีดสารผิวขาว (ซึ่งมีแนวโน้มสูงเลยนะครับ) ทั้งหมอเถื่อนและไม่เถื่อนก็ต้องรับโทษตามกฎหมายในทางอาญา และผู้เสียหายยังสามารถฟ้องร้องคดีทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ทำให้คุณมีปัญหาสุขภาพหลังการใช้บริการได้อีกนะครับ ย้ำเลยนะครับว่าต้องรับโทษทั้งนั้น แม้ว่าผู้ให้บริการอาจจะหัวหมอทำเป็นหนังสือให้ผู้รับบริการยินยอมอนุญาตให้ฉีดสารผิวขาวเข้าไป เพื่อเลี่ยงการรับโทษทางอาญาและแพ่ง แต่เรื่องนี้แม้ทำหนังสือยินยอมก็ตาม แต่เมื่อเกิดการกระทำผิดกฎหมายขึ้น ผู้กระทำก็ต้องรับผิดรับโทษอยู่ดีครับ

ระวังซื้อขายสารอันตราย...ผ่านเว็บไซต์

         นอกจากมีข่าวการให้บริการฉีดสารกลูตาไธโอนของสถานเสริมความงามแล้ว ที่น่ากลัวคือ มีการโฆษณาขายสารกลูตาไธโอนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีทั้งชนิดฉีด ชนิดเม็ด ซึ่งในทางการแพทย์นั้นคือ ห้ามทานเกิน 250 มิลลิกรัม ต่อวัน ดังนั้น การที่มีโฆษณาในอินเทอร์เน็ตจำหน่าย ตั้งแต่ 500-1,000 มิลลิกรัม นั้น ก็ไม่ควรเชื่อถือ และซื้อมาบริโภค เพราะการฉีดสารดังกล่าวเข้าสู่เส้นเลือดโดยตรงถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เนื่องจากอาจเกิดอาการแพ้อย่างเฉียบพลันจนถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะหากฉีดในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องมือในการช่วยชีวิต หากเกิดอาการแพ้ ก็ยิ่งทำให้เสี่ยงอย่างมาก รวมถึงกรณี หากซื้อสารดังกล่าวจากอินเทอร์เน็ตมาฉีดเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยครับว่าจะอันตรายแค่ไหน

         ในเรื่องนี้นั้น ถ้าหากสามารถสืบสาวไปถึงผู้ขายสารกลูตาไธโอนทางอินเทอร์เน็ต ผู้เสนอขายสารอันตรายเช่นนี้ ย่อมมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72 (4) ประกอบกับมาตรา 122 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เลยทีเดียว

โกนขนหน้าแข้งอย่างไร ให้เรียบเนียน

ขนเส้นเล็กเส้นน้อย ไม่ว่าจะหนาหรือบาง แต่ถ้าไปปรากฎอยู่ตรงส่วนที่ไม่อยากจะให้อยู่ อย่างเช่นที่เรียวขา ก็กลายเป็นปัญหากวนใจผู้หญิงอย่างเราเสียจริง จะใส่กระโปรงหรือกางเกงขาสั้นก็ไม่มั่นใจ จึงเป็นที่มาของสารพัดวิธีการกำจัดขน ไม่ว่าจะเป็นการแว็กซ์ ถอน หรือ โกน ซึ่งวิธีหลังสุดนี่เอง ที่ช่วยคุณผู้หญิงสามารถจัดการกับขนในส่วนที่ไม่ต้องการได้อย่างรวดเร็วที่สุด แต่จะโกนขนอย่างไรให้ได้ผิวที่เนียนเรียบกริบ ลองมาดูเคล็ดลับเหล่านี้กันเลยค่ะ

  1. โกนขณะอาบน้ำอุ่นหากเป็นไปได้ ควรโกนขนขณะอาบน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่น ๆ จะช่วยให้รูขุมขนเปิด และทำให้เส้นขนอ่อนตัวลง ทำให้โกนได้ง่าย ลื่นมือนั่นเอง

  2. โกนในท่าที่เหมาะสมท่าทางที่เหมาะสมสำหรับการโกนขนหน้าแข้ง คือท่านั่งและชันขาขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณมองเห็นขาและบริเวณที่จะทำการกำจัดขนได้ชัดเจน แต่ถ้าหากในห้องน้ำของคุณไม่มีที่นั่ง ให้ใช้วิธียันขากับผนังแทนก็ได้ค่ะ แต่อย่าลืมตรวจเช็คให้ดีก่อนนะคะว่าพื้นไม่มีคราบสบู่หรือยาสระผม ซึ่งจะทำให้ลื่นล้มและเป็นอันตรายได้ค่ะ

  3. ใช้เจลหรือโฟมโกนหนวดผลิตภัณฑ์ทั้งหลายสำหรับช่วยหล่อลื่น ในการโกนหนวดของคุณผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นโฟมโกนหนวด หรือ เจลโกนหนวด นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมาก ๆ ในการโกนขนของสาว ๆ เลยทีเดียวค่ะ นอกจากจะมีสารที่ช่วยให้เส้นขนอ่อนนุ่มลงแล้ว ยังมีสารที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว และช่วยกระชับผิวหลังการโกนได้ด้วย

  4. เริ่มโกนจากบริเวณข้อเท้าเมื่อจะเริ่มโกนขน ให้เริ่มจากบริเวณข้อเท้าขึ้นมา แล้วลากใบมีดโกนขึ้นจนสุดน่องในคราวเดียว ก่อนจะทำซ้ำในบริเวณถัดไป แต่หากคุณมักประสบปัญหาเกิดแผลถากจากใบมีดโกน ให้ลองเปลี่ยนเป็นโกนขนลงตามทิศทางของแนวขนแทน แม้ผลการโกนอาจดูไม่เกลี้ยงเกลาเท่ากับการโกนย้อนแนวขน แต่อย่างน้อยคุณก็จะไม่มีบาดแผลจากการถูกมีดโกนบาดเพิ่มขึ้นค่ะ

  5. ล้างใบมีดระหว่างการโกนระหว่างการโกนแต่ละครั้ง อย่าลืมล้างในมีดโกนให้สะอาด ไม่มีเศษขนติดอยู่ตามช่องว่างระหว่างใบมีด ทั้งนี้ต้องทำให้ใบมีดเปียกน้ำก่อนทำการโกนเสมอ

  6. หลีกเลี่ยงการโกนขนกับน้ำเย็นหากเป็นไปได้ หลีกเลียงการโกนขนระหว่างการอาบน้ำเย็น เพราะน้ำเย็นจะทำให้รูขุมขนตึงตัว และอาจทำให้การโกนสะดุด ไม่ราบรื่น นำมาซึ่งการโกนออกไม่เกลี้ยง และคงไม่มีอะไรน่าอายเท่ากับ เหลือขนที่โกนไม่หมดทิ้งไว้บนเรียวขาเป็นหย่อม ๆ หรอกใช่ไหมคะ
 
  7. สครับผิวการสครับผิวเพื่อผลัดเอาเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วออก จะช่วยป้องกันปัญหาเรื่องขนคุด รวมถึงทำให้เส้นขนชี้ขึ้นและโกนออกได้ง่ายขึ้นด้วย

  8. อย่าลืมกำจัดขนที่ต้นขาจุดที่สาว ๆ มักละเลยในการโกนขนที่ขา ก็คือการโกนขนที่บริเวณต้นขาหรือบริเวณที่อยู่เหนือเข่าขึ้นไป คงดูไม่งามนักหากบริเวณหน้าแข้งเนียนเรียบดี แต่เหนือเข่าขึ้นไปยังมีเส้นขนให้เห็น ดูขัด ๆ กันอย่างไรบอกไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวที่ชอบใส่กระโปรงหรือกางเกงขาสั้น อย่าลืมกำจัดขนบริเวณต้นขาออกให้เรียบเนียนเท่า ๆ กันทั้งเรียวขาด้วยนะคะ

  9. โกนขนบริเวณหัวเข่า หัวเข่าเป็นอีกบริเวณหนึ่ง ที่กำจัดขนด้วยการโกนได้ไม่สะดวกนัก แต่อย่างไรก็ตาม คุณสามารถหาท่าและมุมที่ถนัดในการโกนขนบริเวณนี้ให้เกลี้ยงเกลาได้ไม่ยาก รวมทั้งหลังยกใบมีดโกนออกลองใช้นิ้วลูบ ๆ ดูว่าผิวที่หัวเข่าเนียนเรียบดีหรือยัง เพื่อเป็นการเช็คความเรียบร้อยดูด้วยนะคะ

  10. ล้างขาด้วยน้ำอุ่นหลังเสร็จสิ้นจากการโกนแล้ว ใช้น้ำอุ่นเพื่อชะล้างเอาโฟมหรือเจลโกนหนวดออกให้สะอาด จากนั้นใช้ออยล์ลูบผิวทั้งที่ยังเปียกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว แล้วซับด้วยผ้าขนหนูให้แห้ง หากจะทาโลชั่นหรือครีมบำรุง ควรทิ้งระยะเวลาให้ห่างจากการโกนราว 2 ชั่วโมงค่ะ

ขจัดปัญหาร้ายจากความร้อน

  แสงแดดที่เจิดจ้าอาจสร้างความเสียหายให้กับความงามของคุณได้ เราจึงมีวิธีดี ๆ มาช่วยคุณแล้ว

           ถ้าเส้นผมของคุณไหม้เกรียมจากการไปเที่ยวทะเลหรือว่ายน้ำ คุณก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบบที่มีสารปกป้องรังสียูวี นอกจากนี้ก็ใช้ครีมหมักผมแบบล้ำลึกสัปดาห์ละครั้ง โดยหลังจากที่ทาครีมหมักผมเสร็จแล้ว ก็ควรสวมหมวกอาบน้ำคลุมเอาไว้ แล้วใช้ไดร์เป่าลมร้อนลงไป
      
            ถ้าผิวของคุณแห้งตกสะเก็ดเพราะแสงแดด เหงื่อ คลอรีน หรือน้ำทะเล ใช้สครับถูลงบนผิวแห้ง ๆ ก่อนอาบน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำไปเจือจางความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ เสร็จแล้วก็ทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของกรดไกลโคลิค เพื่อช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป จบด้วยการทาน้ำมันเพื่อตรึงความชุ่มชื้นเอาไว้
      
           ถ้าคุณเผลอเริงร่าอยู่กลางแดดเป็นเวลานานจนผิวไหม้ เยียวยาด้วยการนอนแช่น้ำอุ่น ๆ ผสมชาเขียว เพราะสารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างชาเขียว จะช่วยซ่อมแซมผิวที่เสียหายจากแดดได้ จากนั้นตามด้วยโลชั่น ที่มีส่วนผสมของสารต่อต้านอนุมูลอิสระหรือว่านหางจระเข้

10 วิธีเพื่อเล็บสวยสุขภาพดี


เล็บ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          เล็บมือและเล็บเท้าของเรา ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มือและเท้าของเราดูสะอาด มีสุขภาพดีได้ การดูแลสุขภาพเล็บ จึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนพึงกระทำให้เป็นกิจวัตร พอ ๆ กับการดูแลสุขภาพผิวของเราเองนั่นแหละค่ะ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบทาเล็บ แต่งเล็บแล้ว ยิ่งต้องบำรุงเล็บกันให้มากกว่าคนทั่วไปเลยทีเดียวล่ะ เพราะถ้าหากเล็บเหลือง หรือเล็บเสียมา เวลาที่คุณหยิบจับอะไรก็จะเป็นที่สังเกตที่เห็นได้ชัด วันนี้ กระปุกดอทคอมก็เลยมีวิธีดูแลสุขภาพเล็บ 10 วิธีมาฝากกัน

          1. ทานอาหารให้มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารจำพวกผักผลไม้ ควรเติมเต็มให้ร่างกายอย่าให้ขาด เพราะไม่อย่างนั้นเล็บของคุณอาจมีรอยฝ้า หรือมีหลุมเล็ก ๆ ซึ่งบ่งบอกสุขภาพของคุณได้เป็นอย่างดี

          2. เน้นวิตามินบี เหล็ก และแคลเซียม ในอาหารแต่ละมื้อ เพราะสารอาหารทั้งสามตัวนี้จะช่วยฟื้นฟูเล็บ ทำให้เล็บมีสุขภาพดี ที่สำคัญคือวิตามินอีอย่าให้ขาด เพราะทำให้เล็บสวยจ้า

          3. อย่ากัดเล็บ เพราะนอกจากจะทำให้เสียบุคลิคภาพแล้ว การกัดเล็บยังทำให้เล็บขาดไม่เรียบร้อย และดูสกปรกได้

          4. ใส่ถุงมือทุกครั้งที่ต้องสัมผัสกับสารเคมี เช่น การขัดห้องน้ำ เพราะมันเป็นอันตรายกับทั้งเล็บและมือ ทำให้เล็บอ่อนแอหรือเหลืองได้

          5. เพื่อทำให้เล็บแข็งแรงขึ้น ใช้เกลือทะเลครึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 ลิตร และแช่เล็บลงในน้ำเกลือนั้นประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก จะช่วยทำให้เล็บแข็งแรงขึ้น

          6. เช็ดมือทุกครั้งที่ล้างจาน ว่ายน้ำ หรือแม้แต่เวลาใส่รองเท้า เพราะความชื้นอาจจะทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ง่ายกว่า ดังนั้นต้องเช็ดมือทุกครั้ง จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้เยอะเลย

          7. ตัดเล็บและตะไบเล็บให้มนเรียบร้อย เพื่อป้องกันการหมักหมมของสิ่งสกปรก และไม่ให้เล็บคมบาดผิว

          8. บำรุงมือและเล็บให้ชุ่มชื้น ด้วยการใช้ครีมบำรุงมือและเล็บโดยเฉพาะ เพื่อสุขภาพที่ดีของมือและเล็บ

          9. หากคุณเป็นสาวที่ชื่นชอบการทาเล็ อย่าลืมลงเบสโคท หรือรองพื้นก่อนทาเล็บทุกครั้ง เพราะจะช่วยบำรุงเล็บ ให้เล็บไม่ถูกสารเคมีจากยาทาเล็บที่อาจจะทำให้เล็บเหลือง แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมใช้น้ำยาล้างเล็บล้างสีทาเล็บออกให้หมด ให้เล็บได้เปลือยบ้างสัปดาห์ละ 2-3 วันค่ะ

          10. เลือกยาทาเล็บที่ไม่ทำลายเล็บ สาว ๆ รู้ไหมว่า ยาทาเล็บที่ดีนั้นต้องไม่มีส่วน ผสมของ Acetone หรือก็คือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เล็บแห้งและหักง่าย สาว ๆ จึงควรเสียเวลาเล็กน้อย พลิกขวดดูส่วนประกอบของยาทาเล็บ หรือมองหาคำว่า Acetone Free ก็ได้ค่ะ

สารพันปัญหาผิว...สาวออฟฟิศ


ผิวสวย

สารพันปัญหาผิว...สาวออฟฟิต (สุขกาย สบายใจ)

          ท่ามกลางความสะดวกสบายในสำนักงาน สาวออฟฟิศหลายคนอาจมองข้ามปัญหาผิวพรรณที่มากับอุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องถ่ายเอกสาร หลอดไฟ ซึ่งมีผลกระทบต่อผิวพรรณความสวยความงามได้เหมือนกัน

          โดยทั่วไปเครื่องใช้ในสำนักงานจะได้รับการออกแบบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเครื่องใช้บางชนิดสามารถปลดปล่อยรังสี UVA ออกมาได้ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดกระ-ฝ้าที่เราคาดไม่ถึง เราจึงควรป้องกันตัวเองและใช้งานเครื่องใช้เหล่านี้อย่างระมัดระวัง

1. รังสีจากเครื่องถ่ายเอกสาร

          พนักงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเครื่องถ่ายเอกสารตลอดทั้งวัน อาจได้รับแสงยูวีที่ปล่อยออกมาจากหลอดไฟพลังงานสูง ผนวกกับความร้อนจากเครื่องถ่ายเอกสารเสี่ยงต่อการเกิดกระฝ้าได้ รวมทั้งแสงวาบที่เข้าตาก็อาจทำให้ปวดตาและปวดศีรษะได้

          การป้องกัน ควรปิดฝาครอบเครื่องถ่ายเอกสารให้สนิททุกครั้งที่ถ่ายเอกสาร นอกจากนี้ไอน้ำหมึกที่ระเหยออกมาก็ทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้ ดังนั้นจึงไม่ควรตั้งเครื่องถ่ายเอกสารไว้ในที่ๆ ไม่มีอากาศถ่ายเท หรือควรแยกห้องเฉพาะ ซึ่งมีการระบายอากาศที่เหมาะสมและติดตั้งพัดลมดูดอากาศ

2. แสงจากหลอดไฟอ่านหนังสือ

          หลอดไส้ (หลอดทังสเตน) เป็นหลอดไฟที่ปลอดภัยจากรังสียูวีแต่จะให้ความร้อนสูงพอควร เราไม่ควรอยู่ใกล้หลอดไฟเกินไปเวลาใช้งาน เพราะหลอดไฟทำให้เกิดความร้อนกับหน้าได้มาก ต้นเหตุของความร้อนคือ รังสีอินฟราเรด ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างเมลานิน และอาจทำให้หน้าเกิดกระได้ แม้ว่าหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ก็ถือว่าเป็นหลอดไฟที่ปลอดภัย เพราะปลดปล่อยรังสียูวีเอ ซึ่งเป็นสาเหตุของกระฝ้าออกมาในระดับที่ปลอดภัย แต่ไม่ควรเข้าไปใกล้มากกว่า 100 ซม.

          การป้องกัน ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่มีหลอดไฟเหล่านี้เป็นเวลานาน เช่น บริเวณหน้าตู้โฆษณา ตู้โชว์สินค้า โต๊ะเขียนแบบ วิธีการใช้หลอดไฟเพื่อให้ความสว่างอย่างปลอดภัย ในการอ่านหนังสือหรือทำงานดึก คือให้ส่องไฟไปที่ผนังสีขาว แล้วให้แสงไฟสะท้อนกลับมาเป็นแสงทุติยภูมิ แสงจะนวลตาและช่วยถนอมสายตา รวมถึงลดความร้อนจากการสัมผัสผิวหน้า ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระได้ นอกจากนี้ควรปรับความเข้มแสงให้เหมาะสมกับงาน เช่น งานเขียนหนังสือควรติดตั้งให้แสงมีความสว่างประมาณ 100-200 ลักซ์ สำนักงานควรมีความสว่างประมาณ 500-1000 ลักซ์

3. แสงจากหลอดไฟเมทัลเฮไลด์ (Metal Halide Lamp)

          หลอดไฟส่องสินค้า ไฟประดับ ไฟเวที รวมไปถึงหลอดไฟในอุปกรณ์ไฮเทค เช่น เครื่องฉายแผ่นใส เครื่องฉายแอลซีดี ส่วนใหญ่ทำมาจากหลอดไฟฮาโลเจนหรือหลอดไฟ Metal Halide สำหรับหลอดฮาโลเจนการปลดปล่อยรังสียูวีจะอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่สำหรับหลอดแบบเมทัลเฮไลด์การปล่อยรังสียูวีเอจะค่อนข้างเข้มข้น

          การป้องกัน การทำงานที่อยู่ในแนวของแสงที่มาจากหลอดไฟชนิดนี้ เป็นเวลานานมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดกระฝ้าได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวอุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้หลอดไฟแบบไหน กฎง่าย ๆ คือสาวออฟฟิศควรหลีกเลี่ยงการทำงานใกล้กับแหล่งกำเนิดแสง ที่มีความสว่างมาก ๆ เป็นเวลานาน

4. การแผ่รังสีจากคอมพิวเตอร์

          โดยทั่วไปผู้ผลิตสินค้าจะควบคุมคุณภาพสินค้า ให้มีการปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาในระดับที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ทางด้านข้างและด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ จะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมามากกว่าทางด้านหน้าจอ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานทางด้านข้าง และด้านหลังจอภาพคอมพิวเตอร์

          การป้องกัน ควรนั่งห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 14-24 นิ้ว และห่างด้านข้างและด้านหลังจอมากกว่า 24 นิ้ว หรือเปลี่ยนมาใช้จอแบนแบบแอลซีดีแทน

5. ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ

          สาว ๆ ที่ต้องอยู่ในสำนักงานเย็นฉ่ำเป็นประจำ อาจประสบปัญหาผิวแห้งขาดความชุ่มชื้นได้ สำหรับคนที่ผิวแห้งอยู่แล้ว เพราะไขมันใต้ผิวหนังมีน้อย จะยิ่งสูญเสียน้ำออกไปมากกว่าคนผิวมันที่มีไขมันใต้ผิวหนัง ในภาวะผิวแห้งจะปรากฏลักษณะเป็นเส้นเล็กบนผิวชั้นบนสุดจากการขาดน้ำ และเป็นริ้วรอยชนิดรอยย่นแบบตื้น มักปรากฏบริเวณผิวอ่อนรอบดวงตาหรือข้างแก้ม

          การป้องกัน ควรทามอยเจอร์ไรเซอร์หรือดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ และควรระวังเชื้อรา ที่จะเกิดขึ้นและฟุ้งกระจายอยู่ในห้องจากเครื่องปรับอากาศ ที่ไม่ค่อยได้ทำความสะอาดหรือไม่มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมด้วย

ความแตกต่างที่สาว ๆ ต้องรู้ของโฟมล้างหน้าแบบมีฟอง และไม่มีฟอง

   พบว่าในวันหนึ่ง ๆ เราต้องล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งทุกเช้าเย็น เท่ากับว่าใน 1 ปี เราต้องล้างหน้าถึง 365x2 = 730 ครั้ง ดังนั้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวจึงควรล้างออกได้อย่างหมดจด เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสาว ๆ บางคนประสบปัญหาดูแลผิวหน้าได้ดีเท่าไหร่ แต่ใบหน้าก็ยังคงเป็นสิว และทิ้งริ้วรอยให้รำคาญใจ วันนี้เราจึงขอนำเสนอความแตกต่างระหว่างโฟมมีฟองกับโฟมไม่มีฟองมาให้สาว ๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นคะ

Smooth E
          1. โฟมล้างหน้าประเภทมีฟอง สารที่ให้ฟองมาก มักจะเป็นสารทำความสะอาดที่มีประจุไฟฟ้าเป็นประจุลบ (Anionic surfactant) ซึ่งหลังจากใช้ล้างหน้าแล้วมักจะมีผิวแห้งตึง ยิ่งถ้าคุณล้างหน้าบ่อย ๆ จะยิ่งมีผิวหน้าแห้งตึงมากยิ่งขึ้น สารในกลุ่มนี้คือ โซเดียม ลอริล ซีลเฟต (sodium lauryl sulfate หรือ SLS) ซึ่งมักจะก่อให้เกิดผื่นระคายสัมผัสได้บ่อย ๆ (Irritant contact dermatitis)

          นอกจากนี้ สารที่มีประจุเป็นลบ จะจับกับประจุบวกบนผิวหน้าทำให้เกิดสารตกค้างบนผิวหน้าได้ง่าย ยิ่งนานวันเข้าก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น ก่อให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่าย ที่เราเรียก "โคมีโดน" (Comedone)

          2. โฟมล้างหน้าประเภทไม่มีฟอง สารที่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าจะเป็นชนิดที่ไม่มีประจุไฟฟ้า (Nonionic surfactant) พวกครีมโฟมล้างหน้าที่ไม่มีฟองนี้ เมื่อนำมาใช้ล้างหน้าจะมีข้อดีคือ ชำระล้างออกด้วยน้ำได้ง่าย เนื่องจากไม่มีประจุไฟฟ้านั่นเอง จึงไม่ทิ้งสารตกค้างบนผิวหน้า ไม่มีการสะสมที่ผิวหน้า ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ดังนั้นจึงไม่มีสิวอุดตันเกิดขึ้น เมื่อใช้โฟมไม่มีฟองล้างหน้า ผิวหน้าจึงดูสดใส ไร้ริ้วรอย และไม่แห้งตึงหลังการล้างหน้า

          เพราะเหตุนี้เวลาไปพบแพทย์ เพื่อดูแลปัญหาเรื่องสิวบนใบหน้า แพทย์จึงมักแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดไม่มีฟองคะ ซึ่งหากใช้อย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน ผิวหน้าจะปรับสู่สภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีค่ากรด-ด่าง (pH) ในระดับที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติคะ อย่างเช่น โฟมล้างหน้าไม่มีฟองจากแบรนด์ Smooth E เป็นต้นคะ

สตอเบอร์รี่ช่วยเลือนริ้วรอยได้ง่าย ๆ


สตอเบอร์รี่ช่วยเลือนริ้วรอยได้ง่าย ๆ

สตอเบอร์รี่ช่วยเลือนริ้วรอยได้ง่าย ๆ (Woman's Story)


          ผลไม้สีแดงสดใส รสชาติหอมหวาน อมเปรี้ยว แสนอร่อย นอกจากจะมีประโยชน์ในด้านโภชนาการแล้ว สตอเบอร์รี่ยังเต็มไปด้วยวิตามินที่เป็นประโยชน์กับผิว มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอย อีกทั้งยังทำให้ใบหน้าสดใส ซึ่งวิธีการที่จะนำสตอเบอร์รี่มาใช้ลดเลือนริ้วลอยนั้นก็ง่ายมาก ๆ ค่ะ

          นำสตอเบอร์รี่ 2-3 ผล ล้างให้สะอาด ก่อนนำไปปั่นรวมกับน้ำผึ้งประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้เนื้อเข้ากัน จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตาและรอบปาก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ปิดท้ายด้วยการทาครีมหรือมอยเจอร์ไรเซอร์

ซุปผัก...เพิ่มพลังเบบี้


อาหารเด็ก - ซุปตำลึงฟักทอง

ซุปผัก...เพิ่มพลังเบบี้
 (รักลูก)

          ทราบกันดีว่าผักมีประโยชน์ โดยเฉพาะวัยเบบี้ที่ต้องการคุณค่าทางอาหาร อย่างครบถ้วน เลือกซุปผักให้ลูกได้ลิ้มลองสิคะ จะช่วยสร้างพลังได้มากเชียวล่ะค่ะ...

(ซุปตำลึงฟักทองพลังคูณ 2) เมนูวัย 6 เดือนขึ้นไป

 ส่วนผสม

          นมที่ลูกกิน ใบตำลึงต้มบด 1 ถ้วย ฟักทองต้มบด 1 ถ้วย

 วิธีทำ

          1.นำฟักทองและตำลึงบดผสมให้เข้ากันในหม้อ

          2.เติมนมที่ลูกกิน คนให้เข้ากัน แล้วนำไปตั้งไฟ พอเดือดยกขึ้น ก็พร้อมอร่อยแล้วค่ะ

Tips

          ในซุปถ้วยนี้ นอกจากที่เจ้าหนูน้อยวัยเบบี้จะได้วิตามินเอจากฟักทองแล้ว ใบตำลึงยังอุดมไปด้วยแคลเซียม และฟอสฟอรัส เมื่อได้กินเด็ก ๆ จะได้รับคุณค่าทวีคูณเลยค่ะ